ฟุตบอลไทย

อชิตพล คีรีรมย์ กองหน้าตัวความหวัง อนาคตของวงการลูกหนังไทย

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีข่าวที่สร้างความฮือฮาอย่างมากให้กับวงการฟุตบอลไทย เมื่อมีเด็กไทยคนหนึ่งสามารถระเบิดฟอร์มสุดยอดด้วยการยิงประตูได้ติดต่อกันถึงสามนัดบนแผ่นดินเยอรมัน และเขาคนนั้นก็คือ อชิตพล คีรีรมย์ กองหน้าชาวไทยแท้ ๆ วัยเพียง 18 ปี เด็กคนนี้ไม่ใช่เด็กลูกครึ่งหรือเด็กที่ไปเกิดและที่เยอรมันแต่อย่างใด แต่เขาคือเด็กไทยที่เกิดและโตที่ไทยนี่แหละ และเคยเล่นในประเทศไทยให้กับกรุงเทพคริสเตียนและอัสสัมชัน กรุงเทพมาก่อน และติดทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 14 ปีมาแล้ว เพียงแต่ได้รับการสนับสนุนจากทางครอบครัวให้บินไปเรียนฟุตบอลอย่างจริงจังที่ประเทศเยอรมันตั้งแต่อายุได้เพียงแค่ 14 ปีเท่านั้น และมันดูเหมือนว่าจะเป็นการสนับสนุนที่ถูกต้องอย่างมากสำหรับการเติมเต็มความฝันให้เด็กที่รักและทุ่มเทให้กับฟุตบอลอย่างเขา เพราะมันทำให้เขาได้มีโอกาสซึมซับเรียนรู้วิธีการเล่นฟุตบอลระดับสูงอย่างถูกวิธีตั้งแต่เด็ก ซึ่งมันแสดงออกมาอย่างชัดเจนเวลาที่ได้เห็นเขาลงสนาม ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคต่าง ๆ การเคลื่อนที่และการยิงประตู และแฟนบอลชาวไทยคงจะได้เห็นลีลาการเล่นของเด็กคนนี้มาบ้างแล้ว ในการลงสนามให้กับทีมช้างศึกชุดอายุไม่เกิน 19 ในฟุตบอลรายการแพนด้า คัพ ที่ประเทศจีน ซึ่งทีมชาติไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเอาชนะได้ทั้งทีมชาติจีนเจ้าภาพและทีมชาตินิวซีแลนด์ ซึ่งจากทั้งสามประตูที่ทีมชาติไทยทำได้ในรายการนั้นมีชื่อของอชิตพลเข้าไปมีส่วนร่วมทั้งหมดทุกประตู คือยิงยัดจนผู้รักษาประตูปัดเข้าไปหนึ่ง ข้ามหลอกให้เพื่อนยิงอีกหนึ่ง และยิงเองอีกหนึ่งประตูในเกมเฉือนนิวซีแลนด์ ปัจจุบัน อชิตพล คีรีรมย์ นั้นเล่นอยู่กับทีม ทีเอสเฟา 1860 รอสเซนไฮม์ ในลีกดิวิชั่น 4 ของประเทศเยอรมัน และก็กำลังมีผลงานการเล่นที่ดีกับสโมสรโดยเฉพาะการที่เขาสามารถยิงประตูในลีกได้ติดต่อกันถึงสามเกม พาตัวเองขึ้นไปเป็นดาวซัลโวร่วมของลีกอยู่ในขณะนี้ ซึ่งถ้าหากว่าเขายังคงรักษาฟอร์มอันร้อนแรงแบบนี้ต่อไปเรื่อย อาจจะเป็นใบเบิกทางให้เขายกระดับอาชีพนักฟุบอลขึ้นไปอยู่ในลีกระดับสูงขึ้นไป กับทีมที่ใหญ่ขึ้นไปก็เป็นได้และหวังว่าเขาจะขึ้นไปสู่บุนเดสลีกาได้สำเร็จให้เป็นเกียรติประวัติของวงการฟุตบอลไทยด้วยก็คงจะดี ไม่ว่าเส้นทางลูกหนังของเขาบนแผ่นดินเยอรมันจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ […]

ฟุตบอลไทย

เลสเตอร์-บุรีรัมย์ จับมือสานฝันบอลไทย ส่งสามดาวรุ่งทดสอบฝีเท้าถึงอังกฤษ

ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างมากสำหรับโครงการดี ๆ ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่างสองสโมสรฟุตบอลอย่างจิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ กับทาง ปราสาทสายฟ้า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำให้เกิดโครงการที่ชื่อว่า “สานพลังบอลไทย ไปเลสเตอร์ ซิตี้” ที่เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของนักฟุตบอลของประเทศไทย ให้สามารถก้าวไปสู่เวทีอาชีพระดับยุโรปในอนาคต โดยผู้เล่นที่ได้รับเลือกให้ไปทำการทดสอบฝีเท้าในครั้งนี้ก็คือสามนักเตะดาวรุ่งจากสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้แก่ “เจ้าเช็ค” สุภโชค สารชาติ “เจ้าอาร์ม” ศุภชัย ใจเด็ด และ “เจ้าแบงค์” ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ซึ่งแฟนบอลชาวไทยต่างก็เคยเห็นผลงานของดาวรุ่งทั้งสามรายนี้กันมาแล้ว ว่าในระดับภายในประเทศและภูมิภาคของเราเด็กทั้งสามคนนี้สอบผ่านชนิดที่ได้เกรดเอเลยทีเดียว ดังนั้นการได้ไปรับประสบการณ์จากสโมสรระดับพรีเมียร์ลีกอย่างเลสเตอร์ น่าจะช่วยให้การพัฒนาฝีเท้าของพวกเขาก้าวขึ้นไปอีกระดับอย่างแน่นอน นอกจากโครงการนี้จะทำการส่งนักเตะดาวรุ่งจากประเทศไทยไปทำการทดสอบฝีเท้าที่อังกฤษแล้ว ยังจะเป็นส่วนช่วยผลักดันให้นักเตะเหล่านี้ได้มีโอกาสได้เล่นฟุตบอลอาชีพในยุโรปต่อไปอีกด้วยถ้าหากว่าการทดสอบฝีเท้าของพวกเขาผ่านไปด้วยดีและมีแววที่จะเล่นในระดับยุโรปได้ โดยมีสโมสรที่พร้อมจะรองรับคือตัวสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ในลีกอังกฤษเอง และสโมสรเอเอช ลูเวินทีมในลีกของประเทศเบลเยี่ยมเป็นหลัก ซึ่งทางคุณเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์เองก็ได้ออกมาบอกกว่าทางสโมสรยินดีอย่างมากที่จะให้นักเตะย้ายไปอยู่กับทีมที่ใหญ่กว่าในลีกที่ดีกว่า โดยเฉพาะในลีกอาชีพระดับทวีปยุโรป เพื่อแสดงให้ชาวโลกได้เห็นความสามารถของเด็กไทย ซึ่งมันก็ไปตรงกันกับเจตนารมณ์ทางด้านคุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรเลสเตอร์ที่เป้าหมายแรกที่เข้ามาทำทีมนั้นก็คือ ต้องการจะผลักดันนักเตะไทยขึ้นไปแสดงฝีเท้าในลีกอังกฤษอยู่แล้ว มันจึงทำให้ทุกอย่างลงตัวจนเกิดโครงการนี้ขึ้นในที่สุด การที่นักเตะดาวรุ่งจากประเทศไทยได้ไปทดสอบฝีเท้ากับสโมสรใหญ่ระดับพรีเมียร์ลีกอย่างเลสเตอร์นั้น มันย่อมเกิดประโยชน์ต่อตัวนักเตะอย่างมากไม่ว่าผลการทดสอบฝีเท้าจะเป็นอย่างไร เพราะการได้รับการฝึกอบรมจากโค้ชระดับโลก หรือการได้เล่นกับคู่แข่งต่างชาติที่มีทั้งความใหญ่แข็งแกร่งและรวดเร็ว มันย่อมทำให้พวกเขาแกร่งขึ้นตามไปด้วยและที่สำคัญทางเลสเตอร์ก็มีศูนย์ฝึกซ้อมแห่งใหม่ที่ได้ชื่อว่าทันสมัยที่สุดในยุโรปอีกด้วย เรียกว่าจะได้เด็กทั้งสามคนจะได้สัมผัสทั้งเทคนิค วิทยาศาสตร์การกีฬา […]

ฟุตบอลไทย

บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ทีมฟอร์มดีที่ดูแล้วปีนี้พวกเขาไม่ได้มาเล่น ๆ

สำหรับฟุตบอลไทยลีกในชั่วโมงนี้ทีมที่ฟอร์มร้อนแรงที่สุดคงจะหนีไม่พ้น บีจี ปทุม ยูไนเต็ดที่กำลังนำเป็นจ่าฝูงอย่างเหนียวแน่นในขณะนี้หลังจากที่ทำการแข่งขันกันไปแล้ว 7 นัด ซึ่งพวกเขาสามารถกวาดมาได้ถึง 19 คะแนนด้วยผลงานไร้พ่ายชนะ 6 เสมอ 1 เลยทีเดียว ทำให้ฤดูกาลนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเข้าใกล้กับความฝันการเป็นแชมป์ไทยลีกมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งในฤดูกาลนี้ทีมบีจีนั้นอยู่ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชโอ่ง” ดุสิต เฉลิมแสน อดีตแบ็คซ้ายทีมชาติไทยที่เข้ามาทำทีมบีจีตั้งแต่ปีที่แล้วซึ่งผลงานก็ถือว่าฝีมือไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะทางบีจีเองไปดึงตัวโค้ชโอ่งมาจากตราด เอฟซี เพื่อมากอบกู้สถานการณ์ของทีมซึ่งตกชั้นไปเล่นในไทยลีก 2 หลังจากที่เจ้าตัวเคยพาราด เอฟซีเลื่อนชั้นมาได้สำเร็จ และโค้ชโอ่งก็ไม่ทำให้ทีมงานและแฟนบอลบีจีผิดหวัง เมื่อสามารถพาทีมเลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดของประเทศโดยใช้เวลาพียงแค่ฤดูกาลเดียวเท่านั้นเอง มาถึงฤดูกาลนี้ฝีมือของโค้ชโอ่งก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีกกับการพาทีมที่เป็นน้องใหม่ขึ้นมาเขย่าตารางไทยลีกได้ในทันทีโดยแท็กติกที่โค้ชโอ่งเลือกใช้ก็คือการเล่นแบบ 3-5-2 มีผู้รักษาประตูทีมชาติไทยอย่างฉัตรชัย บุตรพรม เป็นปราการด่านสุดท้าย ส่วนแผงหลักสามคนนั้นใช้เป็นเซ็นเตอร์ร่างยักษ์จากต่างชาติทั้งหมดคือ อันเดรส ตูเญส, อิรฟาน ฟานดี้, และวิคเตอร์ คาร์โดโซ่ ซึ่งเมื่อทั้งสามคนรวมกันแล้วต้องบอกเลยว่าแกร่งมาก ทั้งใหญ่ทั้งหนักทั้งเร็วแถมยังมีทีเด็ดจากการทำประตูอีกด้วย ขยับขึ้นมาดูที่แผงกองกลางสามประสานแดนกลางก็แน่นปึ๊กเลยทีเดียว โดยเป็นการประสานงานกันของสามผู้เล่นสัญชาติไทยอย่าง “กัปตันนิว” ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ “เจ้าตังค์” สารัช อยู่เย็น และ สุมัญญา ปุริสาย ที่ร่วมกันคุมแดนกลางและขับเคลื่อนเกมรุกได้อย่างไหลลื่น และส่วนคู่หัวหอกมีดาวรุ่งสัญชาติญี่ปุ่นอย่างมารุโอกะ และดาวรุ่งไทยอย่างเจนรบ […]

ฟุตบอลไทย

สร้างทีมเพื่ออนาคต กับทีมพลังหนุ่มของกิเลนผยอง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

หลังจากที่มีการประกาศรายชื่อนักฟุตบอลทีมชาติไทยที่จะเข้าแคมป์เก็บตัวในช่วงฟีฟ่าเดย์ที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมากก็คือจากรายชื่อทั้งหมดที่โค้ชชาวญี่ปุ่น อากิระ นิชิโนะ เรียกตัวทั้งหมด 28 คนนั้น เป็นนักเตะพลังหนุ่มของทัพกิเลนผยอง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ถึง 11 คนด้วยกัน โดยรายชื่อที่ถูกเรียกติดทีมชาติครั้งนี้ก็ไม่แก่ 1.ศฤงคาร พรมสุภะ 2.ชาติชาย แสงดาว 3.สุพร ปีนะกาโพธิ์ 4.สรวิทย์ พานทอง 5.ฉัตรมงคล ทองคีรี 6.พัชรพล อินทนี 7.มาร์โก้ บัลลีนี่ 8.พิชา อุทรา 9.วีระเทพ ป้อมพันธุ์ 10.กรวิชญ์ ทะสา และ 11.ปรเมศย์ อาจวิไล ซึ่งล้วนแล้วเป็นนักเตะดาวรุ่งอายุน้อยทั้งสิ้นและถึงแม้ว่าการเรียกตัวติดทีมชาติในครั้งนี้ที่พวกเขาพากันพาเหรดเข้าแคมป์กันถึง 11 คนนั้นสาเหตุหนึ่งจะมาจากการที่ไม่มีการเรียกนักเตะจากสี่ทีมใหญ่อย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, บีจี ปทุม ยูไนเต็ด, ราชบุรี มิตรผลและทรู แบงคอก ยูไนเต็ด เพราะมีโปรแกรมเตะนัดตกค้างไทยลีก รวมไปถึงไม่มีผู้เล่นจากต่างชาติเพราะติดปัญหาการเดินทางก็ตาม มันก็แสดงให้เห็นแล้วว่าบรรดาเด็กหนุ่มสายเลือดใหม่ของกิเลนผยองนั้นล้วนแล้วไม่ธรรมดาเลย และคนก็ล้วนแล้วเคยสัมผัสเกมทีมชาติในระดับเยาวชนกันมาแล้วทั้งสิ้น ในช่วงที่มีการพักเบรกการแข่งขันเพราะปัญหาการแพร่ระบาดนั้นของโควิดนั้น ทางสโมสรได้มีการปล่อยผู้เล่นตัวหลักออกไปจากทีมพร้อมกันถึงสองคน […]

ฟุตบอลไทย

ผู้ตัดสินและวีเออาร์ หนึ่งในปัญหาที่ต้องปรับปรุงของไทยลีก

ในการแข่งขันกีฬาทุกประเภทนั้นแน่นอนว่านักกีฬาในสนามล้วนแล้วแต่ต้องการชัยชนะด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งบางทีอาจจะมีการใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะของฝ่ายตน ด้วยเหตุนี้ในทุกประเภทกีฬาจึงต้องมีผู้ตัดสินที่ทำหน้าที่ควบคุมการแข่งขันให้อยู่ในกฎระเบียบกติกา เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ซึ่งในการแข่งขันฟุตบอลก็เช่นกันและในปัจจุบันนอกจากจะมีผู้ตัดสินและผู้ช่วยผู้ตัดสินคอยทำหน้าที่แล้ว ยังมีการใช้เทคโนโลยีที่ชื่อว่า Video Assistant Referee หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า VAR เข้ามาใช้ช่วยในการตัดสินเพื่อเพิ่มความแม่นยำมากขึ้นอีกด้วย แต่ในช่วงที่ผ่านมาสำหรับการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 1 ซึ่งได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาใช้แล้วนั้น กลับพบว่ายังคงมีการตัดสินที่ผิดพลาดมากพอสมควร และมีเรื่องราวดราม่าจากความผิดพลาดของการตัดสินแทบจะทุกสัปดาห์ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันของและลีก การตัดสินที่ผิดพลาดทั้งที่มีวีเออาร์เข้ามาช่วย แล้วบางจังหวะสำคัญก็เลือกที่จะไม่ดูวีเออาร์และในบางจังหวะสำคัญก็ไม่ทำงานอีกด้วย หรือแม้กระทั่งบางครั้งใช้เวลาในการดูนานเกินไปแต่กลับไม่ยอมทดเวลาการแข่งขันเพิ่มให้ ซึ่งมันย่อมเป็นผลเสียให้กับทีมที่กำลังตามหลังอย่างมากเลยทีเดียว กรณีที่เกิดปัญหาชัดเจนที่สุดก็คือเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในการแข่งขันคู่ระหว่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด กับ สมุทรปราการ ซิตี้ ซึ่งผลการแข่งขันจบลงที่การเสมอกันไปแบบไม่มีประตูทางฝั่งเจ้าบ้านเห็นว่าทีมของพวกเขาควรจะได้รับชัยชนะถ้าหากว่าทางผู้ตัดสินไม่ทำงานผิดพลาด จึงได้ยื่นเรื่องขอตรวจสอบการทำงานของผู้ตัดสินในนัดดังกล่าว และเมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่าเป็นการัดสินที่ผิดพลาดของผู้ตัดสินจริงและทางเมืองทองควรจะได้ลูกโทษหนึ่งลูก จนทำให้ผู้ตัดสินในนัดดังกล่าวด้วยการพักการปฏิบัติหน้าที่ถึง 7 สัปดาห์เลยทีเดียว และที่สำคัญหนึ่งในเหตุผลที่ตัดสินผิดพลาดก็เพราะว่าวีเออาร์ดันไม่ทำงานนั่นเอง เรื่องของการนำเทคโนโลยีอย่างวีเออาร์เข้ามาช่วยในการตัดสินไทยลีก 1 นั้นอาจจะยังเป็นเรื่องที่ใหม่อยู่สำหรับประเทศไทย คงต้องใช้เวลาในการปรับปรุงและพัฒนาอีกพอสมควรเพื่อให้ใช้งานได้อย่างถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ แต่ในส่วนของผู้ตัดสินนั้นน่าจะปรับปรุงและพัฒนาให้ได้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างโปร่งใส ในกีฬาฟุตบอลนั้นและประตูหรือแต่ละคะแนนนั้นล้วนมีผลประโยชน์มหาศาลต่อทุกทีม ไม่ว่าจะเป็นทีมลุ้นแชมป์หรือหนีตกชั้น หรือแม้กระทั่งผลประโยชน์ภายนอกสนามอย่างวงการพนันก็ยังเข้ามาเกี่ยวด้วย ดังนั้นทุกการตัดสินในสนามจึงควรจะโปร่งใสมากที่สุด ถ้าหากบางครั้งเกิดการัดสินที่ผิดพลาดและดูเอนเอียงขึ้นมาอาจทำให้แฟนบอลกล่าวหาว่าผู้ตัดสินรับเงินสินบนจากวงนอกมาก็เป็นได้ ดังนั้นการปรับปรุงและพัฒนามาตรฐานของผู้ตัดสินนั้นนอกจากจะเป็นการทำให้เกมสนุกแล้ว ยังช่วยรักษาเกียรติให้แก่ผู้ตัดสินไทยไปด้วยในตัว

ฟุตบอลไทย

แค่ได้ยินข่าวก็ตื่นเต้นแล้วเมื่อ “เมสซี่เจ” กำลังจะได้จะได้ไปลุยลาลีกา

นับเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการลูกหนังเมืองไทยอย่างมาก สำหรับข่าวที่มีทีมเอลเช่น้องใหม่แห่งลาลีกา ลีกฟุตบอลอาชีพระดับสูงสุดของประเทศสเปนกำลังมีความสนใจในการที่จะดึงตัว นักเตะจอมทัพขวัญใจแฟนบอลชาวไทยอย่าง “เมสซี่เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ ไปร่วมทีมในช่วงปลายปีนี้ ว่ากันว่าทางสโมสรเอลเช่ทีมที่พึ่งจะเลื่อนชั้นกลับขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดได้ในฤดูกาลนี้นั้น แสดงออกอย่างจริงจังแล้วว่าต้องการตัวของชนาธิปไปร่วมทีมจริง โดยมรการยื่นข้อเสนอหยั่งเชิงโดยตรงมายังคอนซาโดเร่ ซัปโปโรต้นสังกัดปัจจุบันในเจ ลีกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และถ้าหากว่าทั้งสองทีมสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ชนาธิปก็จะได้ย้ายสู่แดนกระทิงดุทันทีที่ลีกของประเทศญี่ปุ่นจบลงในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งก็จะทำให้เขาได้ลงเล่นในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลในลาลีกา ซึ่งหากการย้ายทีมครั้งนี้เกิดขึ้นจริงจะทำให้ ชนาธิป สงกระสินธ์กลายเป็นนักฟุตบอลสัญชาติไทยคนที่สอง ที่ได้ลงเล่นในลีกสูงสุดของประเทศสเปน ตามหลังกองหน้ารุ่นพี่อย่างธีรศิลป์ แดงดาที่เคยลงเล่นให้กับทีม อัลเมเรีย มาก่อนเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ซึ่งในกรณีของเจ้ามุ้ยนั้นถึงแม้ว่าจะได้รับโอกาสลงสนามน้อยไปหน่อยแต่ก็ถือว่าสามารถทำผลงานได้ดีพอสมควรเลยเมื่อได้รับโอกาสลงสนาม และในส่วนของเจนั้นน่าจะได้รับโอกาสลงเล่นมากกว่าเพราะมีผลงานในเจลีกเป็นสิ่งที่ช่วยการันตีความสามารถมาแล้วมากพอสมควร และเชื่อว่าเอลเช่เองก็คงจะเล็งเห็นว่าการเล่นของเขาสามารถช่วยทีมในการหนีตกชั้นของพวกเขา มากกว่าที่จะเป็นการซื้อตัวเพื่อการตลาดอย่างแน่นอน การเล่นในลาลีกานั้นถึงแม้ว่าจะทำให้เจต้องเจอกับคู่ต่อสู้ที่รูปร่างสูงใหญ่ แต่สไตล์การเล่นของฟุตบอลสเปนนั้นก็ไม่น่าจะเกินความสามารถของเจ้าเจแต่อย่างใด เพราะบอลสเปนนั้นขึ้นชื่อเรื่องการเล่นบอลบนพื้นซึ่งจะทำให้ความเสียเปรียบในการเล่นลูกกลางอากาศน้อยลง และที่สำคัญการเคลื่อนที่และการจ่ายบอลซึ่งเจทำได้ดีอยู่แล้วจะถูกนำออกมาใช้ได้มากขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าหากได้ไปเล่นกับเอลเช่จริงชนาธิปน่าจะเอาตัวรอดได้อย่างแน่นอน ส่วนจะประสบความสำเร็จมากแค่ไหนคงต้องดูผลงานโดยรวมของทีมอีกที การที่นักฟุตบอลของไทยได้มีโอกาสลงเล่นในลีกใหญ่ของยุโรปอย่างลาลีกานั้น ดูจะเป็นผลดีอย่างมากสำหรับพัฒนาการของฟุตบอลไทย ดังที่เราจะเห็นได้จากกรณีของธีรศิลป์ ที่ถึงแม้จะได้รับโอกาสน้อยไปหน่อยแต่ก็สามารถทำให้เจ้าตัวยกระดับฝีเท้าและความมั่นใจไปอีกระดับหนึ่ง จนสามารถไปโลดแล่นอยู่ในเจลีกได้ในปัจจุบัน และถ้าหากชนาธิปได้รับโอกาสนั้นเช่นกัน เชื่อว่ามันจะช่วยให้เขาสามารถยกระดับฝีเท้ามากขึ้นไปอีก ซึ่งมันจะเป็นประโยชน์ต่อทีมชาติไทยโดยตรงอย่างมากแน่นอน